วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Ebola สำหรับบุคลากรทางการแพทย์

Ebola สำหรับบุคลากรทางการแพทย์

การคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อ Ebola ประกอบด้วย
  1. ไข้ (จากประวัติหรือวัดอุณหภูมิกาย > 38.0o C) หรือมีอาการเข้าได้กับการที่ติดเชื้อ Ebola ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง หรือมีเลือดออก
  2. ประวัติเข้าพื้นที่ที่มีการระบาด (CDC: case counts) ได้แก่ Guinea, Liberia และ Sierra Leone หรือสัมผัสกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ebola ภายใน 21 วันก่อนเริ่มมีอาการข้างต้น

ถ้าพบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ข้างต้นให้ปฏิบัติดังนี้
  • ให้แยกผู้ป่วยกลุ่มนี้เข้าสู่บริเวณที่จัดไว้ ซึ่งเป็นห้องเดี่ยวและมีห้องน้ำในตัว มีประตูปิดกั้นจากทางเดินภายนอก
  • แจ้งหน่วยควบคุมโรคติดเชื้อของโรงพยาบาล (infectious control (IC) unit) และประสานสำนักระบาดวิทยา/สำนักป้องกันและควบคุมโรค/สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด/กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
  • ห้ามเจาะเลือดก่อนโดนไม่ได้รับคำแนะนำจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในกรณีที่ต้องการตรวจยืนยันเชื้อ ebola
  • จำกัดบุคลากรที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วย ห้ามไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ดูแลผู้ป่วย จดบันทึกชื่อทุกคนที่เข้าไปในห้องผู้ป่วย
  • ประเมินความเสี่ยงของบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยขณะที่ยังไม่ได้ใช้ PPE
  • ให้บุคลากรใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE)
  • บุคลากรทางการแพทย์ควรล้างมือบ่อยๆทั้งก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วยทุกคน
  • อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แยกสำหรับใช้กับผู้ป่วยรายนั้นเท่านั้น หรือแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (disposable)
  • จำกัดการทำหัตถการต่างๆเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะการทำให้เกิดละออง (aerosol)
  • รายการทดสอบเพื่อแยกโรคเท่าที่จำเป็น (ต้องมีพื้นที่เฉพาะและมีห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 2 และต้องปฏิบัติแบบระดับ 3 เป็นอย่างน้อย) ได้แก่ Thick/thin film for malaria, malaria rapid test, CBC, BUN, Cr, glucose, AST, ALT, electrolyte, H/C, stool C/S, dengue rapid test, nucleic acid detection (non-ebola detection); ไม่ทำ G/M แต่ให้ใช้ PRC gr.O Rh negative, FFP gr.AB
  • ปัจจุบันการตรวจยืนยันเชื้อ ebola ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะตรวจเฉพาะสารพันธุกรรมด้วยวิธี realtimeRT-PCR ใช้ EDTA 3 mL 3 หลอด ซึ่งถ้าผลครั้งแรกเป็นลบ จะต้องตรวจซ้ำในวันที่ 5 หลังมีอาการ (พบเชื้อได้สูงสุดและค่อยๆลดลงถึงวันที่ 10)

***ต้องมีคนที่จะรับผิดชอบดูแล ณ สถานที่ปฏิบัติงานให้ทุกคนทำตามระเบียบในการป้องกันโรคของบุคคลากรและความปลอดภัยของผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

ประเมินความเสี่ยงของบุคลากรเมื่อสัมผัสเชื้อ
  • กลุ่มเสี่ยงสูง (High risk): สัมผัสกับเลือดหรือ body fluids ต่างๆกับผิวหนัง เยื่อบุ หรือสัมผัสกับศพโดยไม่ได้ใส่ PPE
  • กลุ่มเสี่ยงต่ำ (Low risk): บุคคลที่สัมผัสกับผู้ป่วยเพียงชั่วครู่ (เช่น การจับมือ) หรือบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในบริเวณเดียวกันกับผู้ป่วยเป็นเวลานานและไม่ได้ใส่ PPE

กลุ่มเสี่ยงสูงให้หยุดทำงานทันที ให้ล้างผิวหนังที่สัมผัสเชื้อด้วยสบู่และน้ำ จากนั้นล้างด้วย 70% alcohol หรือเบตาดีน ถ้าเป็นบริเวณเยื่อบุให้ล้างด้วยน้ำมากๆ และติดต่อ IC เพื่อการจัดการที่เหมาะสม (เช่นการป้องกัน HIV, HCV)

ให้หยุดงานและควรได้รับการประเมินอาการที่เกี่ยวข้องและวัดไข้วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 21 วัน

ถ้ามีไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสียหรือมีเลือดออก ให้แจ้งหัวหน้างานและเข้ารับการดูแลและรักษาทันที

การป้องกันการสัมผัสเชื้อของบุคคลากรทางการแพทย์
  • ให้ฝึกการใส่และการถอด PPE จนสามารถทำได้ถูกต้อง ต้องไม่มีทางให้สัมผัสกับผิวหนังส่วนใดได้
  • ในขณะปฏิบัติงานจริง การใส่และถอด PPE ต้องมีคนคอยสังเกตและบอกขั้นตอนในการถอดชุดทีละขั้น
  • ขณะดูแลผู้ป่วยต้องฆ่าเชื้อถุงมือด้วย alcohol based hand rub (ABHR) บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสกับ body fluids
  • ถ้า PPE ฉีกขาดหรือเข็มตำให้ออกจากพื้นที่ดูแลผู้ป่วยทันที แล้วเข้าสู่บริเวณสำหรับถอด PPE (doffing area) และประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อข้างต้น
  • เตรียมพื้นที่ปลอดเชื้อ (บริเวณที่เก็บของและใช้สำหรับใส่ชุด PPE) และพื้นที่ปนเปื้อนเชื้อให้กั้นแยกจากกัน (เช่นมีผนังพลาสติกกั้น) มีป้ายติดชัดเจนและเดินได้ทางเดียวจากเขตปลอดเชื้อสู่ห้องผู้ป่วยและออกสู่บริเวณถอดชุด PPE

การเตรียมอุปกรณ์และขั้นตอนการใส่และถอด PPE


***ใช้ powered air-purifying respirator (PARP) ถ้าอาจต้องทำหัตถการที่ทำให้เกิดละออง (aerosol)
***แนะนำให้อาบน้ำ (ฝักบัว) หลังจากหมดเวรนั้นๆ ถ้าการดูแลผู้ป่วยมีความเสี่ยงเช่น ต้องสัมผัสกับเลือดหรือ body fluids อื่นๆปริมาณมาก

การทำความสะอาดพื้นที่ดูแลผู้ป่วย
  • ใส่ชุด PPE และทำความสะอาดโดยแพทย์หรือพยาบาลเพื่อจำกัดจำนวนคนที่เข้ามาดูแลผู้ป่วย
  • แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่สามารถฆ่า non-enveloped virus (novovirus, rotavirus, adenovirus, poliovirus) ได้ (แต่ ebola เป็น enveloped virus ซึ่งไวต่อสารฆ่าเชื้อมากกว่า non-enveloped virus) (เช่น Clorox® หรือ ไฮเตอร์ชนิดใช้กับผ้าขาว ที่เจือจางเท่ากับ 1% sodium hypochlorite)
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของที่มีรูพรุน เช่น คลุมหมอนและที่นอนด้วยพลาสติก ไม่ให้มีเก้าอี้นวมหรือพรมในห้องผู้ป่วย
  • ทำความสะอาดพื้นผิวแข็ง ได้แก่ ราวจับข้างเตียง โต๊ะ พื้น เคาน์เตอร์ โดยทำตามคำแนะนำการใช้งานของผลิตภัณฑ์นั้นๆ
  • ทำความสะอาดบริเวณถอดชุด PPE อย่างน้อยวันละครั้งและทุกครั้งหลังมีการถอดชุด PPE ที่เปื้อนชัดเจน
  • เพื่อลดการสัมผัสเชื้อควรทิ้งเสื้อผ้าที่อาจปนเปื้อนเชื้อ ของใช้ที่เป็นผ้าลินิน หมอน ที่นอน ผ้าม่าน อย่างเหมาะสม
  • ขยะให้บรรจุในถุงแดงและปิดสนิทด้วยเทปกาวและใส่ในถุงแดงอีกชั้นหนึ่ง ปิดสนิทด้วยเทปกาว ให้ฆ่าเชื้อภายนอกถุงด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ มีป้ายหรือเขียนบอกชนิดขยะ วันที่ส่งทำลาย ระบุ เพื่อทำลาย ให้นำขยะไปฆ่าเชื้อด้วยวิธี autoclave (ความร้อนชื้น 121oC ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) นาน 20 นาทีในพื้นที่กำหนดเฉพาะ (designated receiving area, DRA) จากนั้นจึงทำลายเชื้ออีกครั้งด้วยวิธีเผา (Incineration) ที่อุณหภูมิ 800-1200 oC
  • วัสดุที่ใช้แล้วและต้องการนำกลับมาใช้ใหม่ ให้บรรจุในถุงแดง 2 ชั้น ปิดถุงสนิทด้วยเทป และฆ่าเชื้อภายนอกถุงเช่นเดียวกับข้างต้น ระบุ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่นำไปฆ่าเชื้อด้วยวิธี autoclave หรือถ้าทำ autoclave ไม่ได้ ให้แช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ (1% sodium hypochlorite) ทิ้งไว้ 10 นาที ล้างน้ำและตากให้แห้ง
  • ของเหลวปนเปื้อนเชื้อให้เติมน้ำยาฆ่าเชื้อ Clorox® หรือไฮเตอร์ ที่เจือจางเท่ากับ 1% sodium hypochlorite ทิ้งไว้ 10 นาที ก่อนเททิ้งลงท่อน้ำทิ้ง

***จากการทดลองพบว่าเชื้อ ebola สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมได้ถึง 6 วัน แต่เชื้อ ebola ไวต่อรังสี UV และภาวะที่แห้ง ในขณะที่การศึกษาในสถานการณ์จริงนั้นตรวจไม่พบเชื้อบนที่ที่ไม่เปื้อนเลือด แต่พบเชื้อที่ตายแล้วบนถุงมือเปื้อนเลือดและเข็มฉีดยาเปื้อนเลือด


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น