วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Chronic heart failure

Chronic heart failure

ซักประวัติ ตรวจร่างกาย
  • ซักประวัติหาสาเหตุ เช่น
    • Idiopathic DCM
    • Obesity cardiomyopathy
    • Diabetic cardiomyopathy
    • Thyroid disease
    • Acromegaly, GH deficiency
    • Toxic cardiomyopathy (alcohol, cocaine, CMT, toxic agents (ephedra, cobalt, anabolic steroid, chloroquine, clozapine, amphetamine, methylphenidate, catecholamines), nutrition (thiamine deficiency, L-carnitine)
    • Tachycardia-induced cardiomyopathy
    • Myocarditis (postviral, toxic, medication, SLE, HIV, peripartum, Chagas disease)
    • Inflammation-induced cardiomyopathy (hypersensitivity, rheumatological, peripartum, iron overload, amyloidosis, sarcoidosis, Takotsubo)
  • Duration, severity (NYHA)
  • MI symptoms, GI symptoms (เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว น้ำหนักลด), Arrhythmia symptoms (palpitations, syncope, ICD shocks), TIA/stroke symptoms, Volume overload symptoms (ขาบวม ท้องมาน)
  • ประวัติการนอนร.. ประวัติยา การกินอาหาร
  • PE ตรวจ pulse, BP supine & upright, heart murmur, S3 gallop, heart size, RV heaving, JVP, RR, crepitation, pleural effusion, hepatomegaly, ascites
  • ประเมิน risk score เช่น Seattle Heart Failure Model, Heart FailureSurvival Score, AHA Get With The Guidelines Score, EFFECT Risk Score เป็นต้น

Investigations
  • ECG, CXR
  • Initial CBC, BUN, Cr, electrolytes, Ca, Mg, TSH, LFTs, fasting lipids, FBS; UA
  • Serial Cr, electrolytes
  • BNP หรือ NTproBNP ในรายที่ไม่แน่ใจในการวินิจฉัย (exclude ในรายที่ BNP < 100 pg/mL และ NTproBNP < 400 pg/mL)
  • Cardiac troponin ในรายที่มี acute decompensated HF
  • Echocardiography

Treatment
     1.  Stage A (มี risk) เน้นที่การควบคุมและหลีกเลี่ยงสาเหตุ ได้แก่ DM, HT, DLP, smoking cessation, toxic agents
     2.  Stage B (มี abnormal structure without symptoms): post MI ให้ ACEI, β-blocker, Statins
     3.  Stage C (มี symptoms)
  • Non-pharmacological Tx: social support, sodium restriction, CPAP ในคนที่เป็น OSA, prevent weight loss (BMI 30-35 ตายน้อยที่สุด), exercise training; influenza vaccine, pneumococcal vaccine
  • Diuretic ในรายที่มี fluid retention มักเริ่มให้ loop diuretic เช่น furosemide 20-40 mg od-bid ปรับให้น้ำหนักลดวันละ 0.5-1 kg/d (อื่นๆ เช่น HCTZ ในรายที่มี HT และ fluid retention ไม่มาก)
  • ACEI (ตัวใดก็ได้) เริ่มในขนาดต่ำแล้วปรับขนาดขึ้นทุก 2 สัปดาห์ ตรวจ BUN, Cr, electrolytes เมื่อปรับขนาดยาขึ้น พยายามปรับให้ได้ขนาดยาสูงสุด (ให้ ARB แทนในรายที่ให้ ACEI ไม่ได้)
    • Captopril 3.125-6.25 mg tid (max 50 mg tid)
    • Enalapril 2.5 mg bid (max 10-20 mg bid)
  • β-blocker (เฉพาะ 4 ตัว) เริ่มในขนาดต่ำมากๆและปรับขึ้นช้าๆ โดยประเมิน HR, BP พยายามปรับให้ได้ขนาดยาสูงสุด
    • Bisoprolol 1.25 mg od (max 10 mg od)
    • Carvedilol 3.125 mg bid (max 50 mg bid)
    • Metoprolol SR 12.5-25 mg od (max 200 mg od)
    • Nevbivolol 1.25 mg od (max 10 mg od)
  • Aldosterone antagonist ใน HFrEF ที่ Cr < 2.5 mg/dL (GFR > 30) และ K < 5.0 mEq/L หลังจากที่ให้ ACEI และ β-blocker แล้ว (ลดขนาดลงครึ่งหนึ่งถ้า GFR 30-49) ให้ตรวจ K, Cr หลังเริ่มยา 2-3 วัน 7 วัน เดือนละครั้ง 3 เดือน และทุก 3 เดือน ระวังอาหารที่มี K สูงและ NSAIDs
    • Spironolactone 12.5-25 mg od (max 25 mg od-bid)
    • Eplerenone 25 mg od (max 50 mg od)
  • Hydralazine/nitrate (37.5/20) ในรายที่ให้ ACEI และ ARB ไม่ได้ เริ่มจาก 1 tab tid แล้วเพิ่มเป็น 2 tab tid
  • Digoxin ในรายที่ให้ยาตัวอื่นๆแล้วยังมีอาการอยู่ ให้ขนาด 0.125-0.25 mg od (ลดขนาดลงครึ่งหนึ่งในคนอายุ > 70 ปี impaired renal function, low lean body mass)
  • ยาอื่นๆ เช่น Anticoagulant ในรายที่มี AF และมีปัจจัยเสี่ยงต่อ stroke; omega-3 ให้เสริมใน NYHA II-IV
  • Ivabradine ในรายที่ reduced EF ที่ HR > 70/min หลังจากให้ β-blocker
  • LCZ 696
  • Cardiac resynchronization therapy (CRT) ในรายที่ LVEF < 35%, sinus rhythm, LBBB with QRS > 120-150 msec หลังจากที่ให้ยารักษาอย่างเหมาะสมแล้ว
  • Implant cardioverter defibrillator ในรายที่เป็น nonischemic DCM หรือ post MI > 40 วัน ที่ LVEF < 35% ที่ให้ยารักษาอย่างเหมาะสมแล้ว
     4.  Stage 4 (refractory HF)
  • Restrict fluid < 1.5-2 L/d
  • Inotrope
  • Mechanical circulatory support
  • Cardiac transplantation



Ref: AHA

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Dyslipedemia

Dyslipedemia

ภาวะไขมันในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เพราะฉะนั้นการที่จะพิจารณาว่าใครควรที่จะตรวจหาภาวะนี้ หรือทำการรักษาเมื่อใดขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล รวมถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีคำแนะนำดังนี้
  • ผู้ใหญ่อายุ > 20 ปี แนะนำให้ตรวจทุก 5 ปี
  • ผู้ชายอายุ 45-65 ปีและผู้หญิงอายุ 55-65 ปี แนะนำตรวจทุก 1-2 ปี (ถ้าเป็น DM ตรวจทุก 1 ปี)
  • ผู้ใหญ่อายุ > 65 ปี แนะนำตรวจทุก 1 ปี

Ix: อย่างน้อยให้ตรวจ Total cholesterol, HDL-C (เพื่อคำนวณ Non-HDL-C = TC minus HDL-C) หรือถ้า fasting 9-12 ชั่วโมงตรวจ TC, TG, HDL-C, LDL-C (ใช้ calculated LDL-C (Vujovic modified formula: LDL-C = TC – (HDL-C + TG/3)) ได้ถ้า TG < 400 mg/dL)
***แนะนำให้ตรวจ TC, HDL, TG ในครั้งแรก โดยไม่จำเป็นต้อง NPO (ถ้า TG > 800+ ให้ NPO มาตรวจซ้ำใน 5-14 วัน)

ประเมินความเสี่ยง

1.  ความเสี่ยงสูงมาก ได้แก่
a.  ASCVD (ACS, TIA/stroke,  ASPAD (รวมถึง ankle/brachial index < 0.9) หรือมี atherosclerotic disease อื่นๆ)
b.  DM ที่มี ASCVD risk*** > 2 ข้อ หรือมี end-organ damage (Alb/Cr ratio > 30 mg/g, CKD, retinopathy)
2.  ความเสี่ยงสูง ได้แก่
a.  DM ที่มี ASCVD 0-1 ข้อ
b.  CKD GFR < 45 (stage 3B, 4)
c.  LDL-C > 190 mg/dL (severe hypercholesterolemia phenotype)
d.  ASCVD risk***  > 3 ข้อ
e.  ASCVD risk*** 2 ข้อ + risk scoring (FraminghamATP III risk > 10%, Framingham long-term risk > 45%)
f.   ASCVD risk***  2 ข้อ + risk indicator**
3.  ความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่
a.  ASCVD risk***  2 ข้อ
b.  ASCVD risk***  0-1 ข้อ + risk indicator**
4.  ความเสี่ยงต่ำ คือมี ASCVD risk***  0-1 ข้อ

**Risk indicator ได้แก่ มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น heavy smoking, strong family history of premature CHD, coronary Ca score > 300 Agatston units, LDL-C > 160, non-HDL-C > 190, repeated hsCRP > 2 mg/L, lipoprotein (a) > 50 mg/dL, urine Alb/Cr ratio > 30 mg/g

***ASCVD risk ได้แก่ อายุ (ชาย > 45 ปี หญิงอายุ > 55 ปี), ประวัติครอบครัว CHD (AMI ในชาย < 55 ปี หญิง < 65 ปี), สูบบุหรี่, HT (BP > 140/90 mmHg หรือกินยาลดความดันโลหิต), low HDL-C (ชาย < 40 mg/dL หญิง < 50 mg/dL)

เป้าหมายการรักษา
  • Non-HDL-C < 100 และ LDL-C < 70 ในคนที่มีความเสี่ยงสูงมาก
  • Non-HDL-C < 130 และ LDL-C < 100 ในคนที่มีความเสี่ยงต่ำ-สูง
    • คนที่มีความเสี่ยงสูงเริ่มให้ยารักษาเมื่อ Non-HDL-C > 130 หรือ LDL-C > 100
    • คนที่มีความเสี่ยงปานกลางเริ่มให้ยารักษาเมื่อ Non-HDL-C > 160 หรือ LDL-C > 130
    • คนที่มีความเสี่ยงต่ำเริ่มให้ยารักษาเมื่อ Non-HDL-C > 190 หรือ LDL-C > 160
  • TG < 500 mg/dL เพื่อป้องกัน pancreatitis

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิต
  • ออกกำลังกายในระดับปานกลาง (เริ่มเหนื่อย) ถึงหนัก > 150 นาที/สัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ปั่นเครื่องปั่นจักรยาน
  • อาหาร จำกัดการกินไขมันอิ่มตัว (< 7% ของพลังงานที่ได้รับ) ไม่กินไขมันทรานส์ (Trans fats) ลดการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป ระวังอาหารที่ high glycemic load (ข้าวขัดสี มันฝรั่ง น้ำหวาน น้ำอัดลม) อาจจะแนะนำให้กินสตีรอลจากพืช (plant stanol/sterols) ประมาณ 2-3 กรัมต่อวัน และใยอาหารที่ละลายน้ำได้ (soluble fiber) 5-10 กรัมต่อวัน (ถั่วเมล็ดแห้ง) เสริมในคนที่ยังไม่ได้ตามเป้าหมาย   
  • ลดน้ำหนัก 5-10% ถ้าน้ำหนักเกิน
  • หยุดสูบบุหรี่
secondary cause ของ dyslipedemia

Tx
  •      พิจารณาแก้ไข secondary cause ของ dyslipidemia (excess alcohol, uncontrolled diabetes, hypothyroidism, liver disease, nephrotic syndrome)
  •      สงสัย familial hypercholesterolaemia ในคนที่ TC > 290 mg/dL และมีประวัติครอบครัวเป็น premature CHD ให้ทำการวินิจฉัยตาม Simon Broom criteria
  •       ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง แนะนำให้พบนักโภชนาการและลองเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิต 3-6 เดือน ก่อนเริ่มการรักษาด้วยยา

Statins therapy เลือกใช้เป็นยาตัวแรก โดยเลือกยากลุ่ม moderate intensity (ลด LDL-C ได้ 30-50%) หรือ high intensity (ลด LDL-C ได้ > 50%) ก่อนได้แก่
  • High-intensity: Atorvastatin 40-80 mg/d, Rosuvastatin 20-40 mg/d
  • Moderate intensity: Atorvastatin 10-20 mg/d, Rosuvastatin 5-10 mg/d, Fluvastatin 40 mg bid, fluvastatin XL 80 mg/d, Lovastatin 40 mg/d, Pitavastatin 2-4 mg/d, Pravastatin 40-80 mg/d, Simvastatin 20-40 mg/d

***NICE guideline มีการกำหนดยาและขนาดยาไว้เฉพาะได้แก่ ใน Primary prevention (มี 10-y CVD ของ QRISK2 > 10%)ให้ Atorvastatin 20 mg/d และใน Secondary prevention ใน CVD ให้ Atorvastatin 80 mg/d โดยมีเป้าหมายให้ non-HDL ลดลง > 40% ใน 3 เดือน

  • แนะนำให้รักษา TG > 500 mg/dL โดยแนะนำให้ Fibric acids, omega 3 fish oil 2-4 g หรือ nicotinic acid เป็นยาตัวแรกแทน statin ในคนที่ TG > 1,000 mg/dL 
  • ในคนที่ไม่สามารถใช้ statin ได้สามารถเลือกใช้ยากลุ่มอื่นแทนได้แก่ cholesterol absorption inhibitors, bile acid sequestrants, fibric acids, long-chain omega-3 fatty acid concentrations, nicotinic acid
  • ให้ยา combination ในคนที่ใช้ยา statin แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายในการรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูงหรือสูงมาก ได้แก่ Ezetimibe/simvastatin, Extended-release niacin/simvastatin, fibrate + statin เป็นต้น
**ในคนที่ผลเลือดผิดปกติมาก (TC > 350, non-HDL > 290, TG > 800+) แนะนำให้ส่งตัวให้แพทย์เฉพาะทางต่อไป

การติดตามอาการ
  • นัดติดตามอาการทุก 6-12 สัปดาห์หลังเริ่มรักษาจนได้ตามเป้าหมาย แล้วจึงนัดทุก 4-12 เดือน
  • ตรวจ FBS, HbA1C ก่อนและหลังเริ่มให้ statin 1 ปีในคนที่มีความเสี่ยงต่อ diabetes
  • ตรวจ CPK ถ้ามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ตรวจ SGOT/SGPT ก่อนเริ่มให้ยา statin, fibric aid และที่ 3 เดือน หลังจากนั้นตรวจทุก 6-12 เดือน
  • ตรวจ SGOT/SGPT ก่อนเริ่มให้ยา niacin ให้ตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก


***ตรวจซ้ำตามนี้ถ้าทำการปรับยาเพิ่มหรือเปลี่ยนยาหรือใช้ยา combine

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Aeromedical transportation: Basic Part 4/4


มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยชีวิตและกู้สถานการณ์ให้สนามบินสามารถปฏิบัติการบินได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด และเพื่อประสานกับหน่วยงานต่างๆที่ให้การสนับสนุนได้

แผนฉุกเฉินครอบคลุมสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้แก่ อากาศยานอุบัติเหตุในสนามบิน อากาศยานอุยัติเหตุภายนอกสนามบิน (8 km) อากาศยานอุบัติเหตุขณะทำการบิน สินค้าอันตราย การขู่วางระเบิด เพลิงไหม้ ปล้นยึดอากาศยาน โรคติดต่อ ภัยธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งการเตรียมแผนต้องพร้อมสำหรับอากาศยานลำใหญ่ที่สุด เช่น เหตุ Airbus 380 ชนกัน (ผู้โดยสาร 500x2) และเทียบกับสถิติ เช่นจะมีคนตายทันที 25% และอีก 75% จะแบ่งเป็น Immediate 20%, Delayed 30%, Minor case 50%
การซ้อมแผนแบบ table top exercise จะทำทุก 6 เดือน; Partial scale exercise ทุก 1 ปี และแบบ full scale exercise ทุก 2 ปี

ซึ่งเมื่อเกิดเหตุกับอากาศยาน หอบังคับการบินจะแจ้งสัญญาณเตือนฉุกเฉิน ทำการติดต่อดับเพลิงและกู้ภัย ปิดทางวิ่งและควบคุมการจราจร และแจ้งฝ่ายรักษาความปลอดภัย ศูนย์การแพทย์สนามบิน และฝ่ายปฏิบัติการสนามบินจะแจ้งให้ผู้อำนวยการสนามบินเข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินต่อไป

ศูนย์การแพทย์สนามบิน จะขอกำลังสนับสนุนจากโรงพยาบาลตามความจำเป็น และทำการ triage, treatment, evacuation ต่อไป
SEMEX-10: www.matichon.com


Air traffic service

Air traffic control (ATC) หรือ การควบคุมการจราจรทางอากาศ เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่นี้เรียกว่า air traffic controller อยู่ภายใต้ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย (Aeronautical radio of Thailand LTD.) มีจุดประสงค์ในการทำงานคือ
  1. ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุระหว่างอากาศยานที่บินอยู่ในอากาศ
  2. ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุระหว่างอากาศยานกับสิ่งกีดขวางภาคพื้น
  3. ให้การจราจรเป็นไปด้วยความลื่นไหล ไม่ล่าช้า หยุดชะงัก มีการเว้นระยะระหว่างเครื่องบินอย่างเหมาะสม
  4. ให้บริการข้อมูลที่มีประโยชน์แก่นักบิน เพื่อความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
  5. ช่วยค้นหาและกู้ภัยเมื่อเกิดอุบัติภัยแก่เครื่องบิน (คำนวณหาตำแหน่ง) โดนประสานกับ rescue coordination center (RCC) เป็นหน่วยกลาง

ATS ให้บริการงาน 4 ชนิด ได้แก่ air traffic control services, air traffic advisory service, flight information service และ alerting service
  1. Air traffic control service แบ่งเป็น
  2. www.aerothai.co.th
    • Area control service โดย area control centre จะควบคุมจราจรทางอากาศตามเส้นทางบินทั่วอาณาเขตของประเทศไทย (Bangkok FIR) โดยศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศที่สำนักงานทุ่งมหาเมฆ แบ่งการควบคุมเป็น 8 ส่วน (Sectors)  
    • Approach control service โดย approach control unit จะควบคุมการจราจรทางอากาศ เขตประชิดท่าอากาศยาน คือระยะ 50 ไมล์ทะเลโดยรอบและความสูงถึง 16,000 ft
    • Aerodrome control service จะควบคุมการจราจรทางอากาศบริเวณท่าอากาศยาน (aerodrome traffic) รัศมี 5 ไมล์ทะเลและความสูงถึง 2,000 ft โดยหอบังคับการบิน (aerodrome control tower) รับผิดชอบทั้งบริเวณ ทางขับ (runway) และทางวิ่ง (taxiway) ยกเว้นบริเวณลานจอด (apron)
  3. Air traffic advisory service ไม่ได้ออกคำสั่งบังคับ ส่วนใหญ่จะให้คำแนะนำแก่เครื่องบินเล็กนอกเส้นทาง (class F airspace)
  4. Flight Information Service (FIS) หรือ บริการข่าวการบิน ข่าวที่จะแจ้งได้แก่ SIGMET (Significant Meteorological Information), AIRMET(Airmen’s Meteorological Information), volcanic activity; radioactive material, toxic substance ในชั้นบรรยากาศ; Unmanned free balloon (เช่นโคมลอย บั้งไฟ), การเปลี่ยนแปลงของบริการเครื่องช่วยการเดินอากาศ (navigation aid), การเปลี่ยนแปลงของสนามบิน
  5. Alerting service หรือ บริการเตือนภัย แก่เครื่องทุกลำภายใต้การจราจรอากาศและเครื่องบินที่ทำแผนการบินไว้ หรือแจ้งหน่วยที่เกี่ยวข้องทราบเมื่อเครื่องอยู่ภายใต้ภัยคุกคามมี 3 ระดับคือ
    • Uncertainly phase (INCERFA) เช่น ไม่ได้รับการติดต่อกลับ 30 นาที เครื่องมาไม่ถึงภายใน 30 นาที
    • Alert phase (ALERFA) เช่น เมื่อทำ INCERFA แล้วทำทุกวิถีทางแล้วแต่ติดต่อเครื่องไม่ได้ เครื่องมาถึงแต่ไม่ยอมลงจอดใน 5 นาที; ได้รับข่าวสงสัย เช่น เครื่องลงที่อื่น หรือเห็นควัน; ได้รับแจ้งภัยคุกคาม
    • Distress phase (DETRESFA) เช่น เครื่องมาไม่ถึงในขณะที่น้ำมันน่าจะหมดแล้ว มีรายงานเครื่องตกที่ลักษณะเข้าได้ จะทำการประสานไปที่ RCC ทำการค้นหาและกู้ภัย
Air space (ห้วงอากาศ)
Flight information Region หรือ เขตแถลงข่าวการบิน ของประเทศไทย เรียกว่า Bangkok FIR จะมี FIS และ alerting service ให้บริการ

ใน Air space แบ่งออกเป็น class ต่างๆ (Class A-E; Class G จะเป็นพื้นที่ไม่ควบคุม) ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกัน โดยพื้นที่บริเวณสนามบินเรียกว่า control zone และมี control area อยู่เหนือขึ้นไป และชั้นบนสุดเรียกว่า terminal control area

www.theairlinepilots.com
Airspace: www.footflyer.com

เครื่องบินประเภท instrument flight rules (IFR) หรือ เครื่องที่มีเครื่องวัดประกอบการบิน สามารถบินใน controlled airspace ได้ทั้งหมด แต่ visual flight rules (VFR) บินได้หมดยกเว้น class A airspace

**Clearance หรือ การอนุญาตขึ้นบิน เครื่องทุกลำภายใต้การควบคุมจราจรต้องได้รับการ clearance ก่อนขึ้นบิน

**Separation คือ การกำหนดให้เครื่องบินทิ้งระยะห่างกัน แบ่งเป็น vertical separation ของเครื่องที่บินตามกันหรือสวนกัน, horizontal separation ในแนว longitudinal และ lateral; composite separation (แบบเฉียงๆ)

หลักการของเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์เบื้องต้น

การบินของเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ อธิบายได้ด้วยหลักการของแบร์นูลี (Bernoull’s principle) คือ เมื่อของไหลมีอัตราเร็วเพิ่ม ความดันของไหลจะลด และเมื่อของไหลมีอัตราเร็วลด ความดันของไหลจะเพิ่มขึ้น เมื่อประยุกต์สมการของแบร์นูลีจะได้ว่า P2-P1 = ½P(V12 – V22) -  pg(h1-h2)
เพราะฉะนั้นเมื่อด้านบนของปีกมีความโค้งมากกว่าด้านล่าง จะทำให้ระยะทางที่อากาศด้านบนต้องเคลื่อนที่นั้นไกลกว่าด้านล่าง ดังนั้นอัตราเร็วของอากาศด้านบนจึงมากกว่า ทำให้ความดันอากาศที่ผิวด้านบนน้อยกว่าด้านล่างจึงเกิดแรงยกขึ้น
infouse.com
แรงที่มากระทำต่อเครื่องประกอบด้วย
  • น้ำหนัก (Weight) เป็นแรงโน้มถ่วงทิศทางเข้าสู่ศูนย์กลางโลก แรงนี้จะกระจายทั่วตัวเครื่องแต่จุดที่เป็นผลรวมเรียกว่า centre of gravity (CG)
  • แรงยก (Lift) เป็น aerodynamic force ซึ่งตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของเครื่อง ส่วนใหญ่แรงยกจะอยู่ที่ปีก จุดที่เป็นผลรวมแรงยกเรียกว่า centre of pressure
  • แรงต้าน (Drag) จากการที่เครื่องเคลื่อนที่ผ่านอากาศ ทิศทางจะตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ของเครื่อง ออกมาจาก centre of pressure
  • แรงขับ (Thrust) ขึ้นกับชนิดของเครื่องยนต์
www.grc.nasa.gov
           จากกฎข้อที่ 3 ของนิวตัน (Newton’s Third Law of Motion) เมื่อแรงทั้ง 4 สมดุลกันวัตถุนั้นจะมีความเร็วคงที่ แต่ถ้าแรงไม่สมดุลจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของความเร่งขึ้น

          เพื่อให้เครื่องเคลื่อนที่ได้อย่างมีเสถียรภาพ ไม่เกิดการหมุนรอบจุด CG เครื่องจะต้องมี centre of pressure อยู่หลังต่อจุด CG เพื่อให้แรงบิด (torque) ที่เกิดจากส่วนปีกและส่วนหางเครื่องสมดุลกันดังภาพ
www.grc.nasa.gov

การเรียกและการปรับแนวการเคลื่อนที่แบ่งเป็น 3 แกน (axis) ได้แก่
  • Lateral axis (Pitch) หรือ การกระดกหัว ควบคุมโดยหางเสือขึ้นลง (elevator) บน horizontal stabilizer ท้ายเครื่อง เช่นเมื่อ elevator ยกขึ้นก็จะกดท้ายเครื่องให้หัวเครื่องยกขึ้น
  • Longitudinal axis (Roll) หรือ การหมุน ควบคุมโดยปีกเล็กแก้เอียง (Ailerons) ด้านซ้ายและขวาจะทำงานตรงข้ามกัน หรืออาจใช้การปรับ spoiler บนปีกเครื่องแทน  
  • Perpendicular axis (Yaw) หรือ การสายหัว ควบคุมโดยหางเสือเลี้ยว (rudder) บน vertical stabilizer
cfi-wiki.net
www.grc.nasa.gov
Helicopter
เป็นอากาศยานปีกหมุน (rotorcraft) ได้กำลังจาก rotor ทั้งแรงยกและแรงขับ ออกตัวแบบ VOTL (vertical takeoff and landing) ส่วนประกอบที่สำคัญได้แก่
  1. ใบพัดประธาน (main rotor blades)
  2. ใบพัดหาง (tail rotor) ใช้เป็น anti-torque ของใบพัดประธาน
  3. ชุดบังคับการบิน (flight control) ประกอบด้วย 4 ชนิดได้แก่
    • The cyclic เป็นคันบังคับระหว่างขานักบิน คุม tilt path plane ของ rotor disk ให้เครื่องมีแรงขับไปในทิศที่ต้องการ
    • The collective lever อยู่ด้านซ้ายมือของคนขับ ใช้ปรับมุมประทะของใบพัด ทำให้เพิ่มหรือลดแรงยก
    • The anti-torque pedals (Rudder pedals) แป้นเหยียบควบคุม tail rotor ให้เครื่อง yaw
    • The throttle เป็นตัวบิดอยู่บนแกนของ The collective ใช้สำหรับบิดเร่งกำลังของเครื่องยนต์
  4. เครื่องยนต์ (engine)
  5. ตัวถังและห้องโดยสาร (Airframe/ fuselage)
  6. ระบบฐานล้อ (Landing gear)

เครื่องเฮลิคอปเตอร์ของโรงพยาบาลกรุงเทพเป็นเครื่องรุ่น EC145 เป็นระบบ 2 เครื่องยนต์ ลำตัวเครื่องยาว 13 เมตร ใบพัดประธานเส้นผ่าศูนย์กลาง 11 เมตร ใบพัดท้ายสูงจากพื้น 2 เมตร

Safety & security on Board ได้แก่
  • Hijack
  • Sabotage
  • Bomb threat
  • Unruly passenger

Aeromedical transportation: Basic Part 3/4


กรมการขนส่งทางอากาศได้ประกาศคุณสมบัติของผู้ประหน้าที่ไว้ แบ่งเป็น 4 ชั้นดังนี้
  1. ใบสำคัญแพทย์ชั้น 1 (class 1 medical assessment) ได้แก่ นักบินพาณิชย์ ต้นหน และนายช่างประจำอากาศยาน
  2. ใบสำคัญแพทย์ชั้น 2 (class 2 medical assessment) ได้แก่ นักบินส่วนบุคคลต่างๆ ศิษย์การบิน
  3. ใบสำคัญแพทย์ชั้น 3 (class 3 medical assessment) ได้แก่ พนักงานควบคุมการจราจรทางอากาศ
  4. ใบสำคัญแพทย์ชั้น 4 (class 4 medical assessment) ได้แก่ นักบินอากาศยานเบาพิเศษ

ในแต่ละชั้นก็จะมีมาตรฐานทางการแพทย์กำหนดไว้ แต่ส่วนลูกเรือยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานไว้ (ICAO, FAA, CASA) (?ยกเว้นของ EASA) อย่างไรก็ดีมีการกำหนดเกณฑ์ของแต่ละสายการบินเองโดยคำนึงถึงความเหมาะสมของร่างกาย (physical fitness) และปัญหาสุขภาพที่อาจส่งผลต่อการทำงานหรือความปลอดภัยในการบิน หรือสิ่งแวดล้อมในการบินที่จะส่งผลต่อสุขภาพของลูกเรือ

มีหลายๆรัฐในสหรัฐอเมริกาที่กำหนดให้ต้องได้ CAMTS accreditation เพื่อที่จะออกใบอนุญาตในการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ  

นิรภัยการบิน (Aviation safety)

หมายถึง การป้องกันอากาศยานอุบัติเหตุ รวมถึงการสอบสวนอากาศยานประสบอุบัติเหตุ (accident) และอุบัติการณ์ (incident) ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร (5M: Man, Machine, Media, Mission, Management)

          ในอดีตคิดว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของอุบัติเหตุเกิดจาก technical factor ในสมัยต่อมาพบว่าส่วนใหญ่เกิดจาก human factor แต่ในปัจจุบันพบว่ารากของปัญหาจริงๆอยู่ที่ organization factor เช่น ปัญหาของระบบ กฎระเบียบ การคัดสรรบุคคลากร การอบรมที่ไม่ดี เป็นต้น ทำให้ในการตรวจมาตรฐานความปลอดภัยในปัจจุบันของ ICAO จึงเน้นลงมาดูที่ระบบขององค์กร ซึ่งการที่จะพัฒนาในด้านนี้ได้อย่างยั่งยืนจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่รูปแบบความคิดจาก judgement culture (ตำหนิติเตียน ลงโทษ ปิดบัง) เป็น safety culture (เรียนรู้จากความผิดพลาด ปราศจากอคติ กล้ารายงานเมื่อพบข้อบกพร่อง)

           การดูแลเรื่องความปลอดภัย หรือ safety management system แบ่งออกเป็น 4A ได้แก่ Aircrew, Aircraft, Airport, Air traffic control สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ICAO 8 element


Flight law/Aeromedical regulation
  • กรมการบินพลเรือน (เปลี่ยนชื่อหลายครั้งจาก สถาบันการบินพลเรือน เป็นกรมการบินพาณิชย์ เป็นกรมขนส่งทางอากาศ) ทำหน้าที่ควบคุมกฎระเบียบการบิน ส่งเสริมพัฒนาการขนส่งทางอากาศ ดำเนินกิจการท่าอากาศยาน 28 แห่งในสังกัด (ยกเว้น ดอนเมือง สุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ เชียงราย ดำเนินงานโดย AOT)
  • สำนักมาตรฐานการบิน (สมบ.) ในสังกัดของกรมการบินพลเรือน จะทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานและช่วยเหลือกรณีอากาศยานประสบภัย ดำเนินการด้านนิรภัยการบิน สอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน ดูแลแต่งตั้งศูนย์เวชศาสตร์การบินพลเรือน ออกใบอนุญาตหรือใบรับรองต่างๆทางด้านความปลอดภัยในการบินพลเรือน
  • ศูนย์เวชศาสตร์การบินพลเรือน จะมีนายแพทย์ผู้ตรวจหรือนายแพทย์ผู้ตรวจอาวุโสทำการตรวจสุขภาพและออกใบสำคัญแพทย์
    • นายแพทย์ผู้ตรวจ มีคุณสมบัติคือ มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผ่านการอบรมหลักสูตรเวชศาสตร์การบิน สุขภาพร่างกายสมบูรณ์
    • นายแพทย์ผู้ตรวจอาวุโส มีคุณสมบัติคือ เป็นนายแพทย์ผู้ตรวจมา > 5 ปี ได้รับวุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตรผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงเวชศาสตร์การบิน
  • พรบ.บัญญัติการเดินอากาศ พ.. ๒๔๙๗ มาตรา๔๔ () กำหนดให้ผู้ขออนุญาตเป็นผู้ประจำหน้าที่ (นักบิน ต้นหน นายช่าง พนักงานวิทยุ พนักงานควบคุมการจราจรทางอากาศ พนักงานอำนวยการบิน) ต้องมีคุณสมบัติคือ มีสัญชาติไทย ความประพฤติเรียบร้อย มีอายุ ร่างกายสมบูรณ์ ความรู้ความชำนาญตามที่กำหนดไว้ แต่เมื่อมีความจำเป็นให้รัฐมนตรีมีอำนาจยกเว้นคุณสมบัติได้

Fit to fly

Fit to fly clinic จะมีบริการตามโรงพยาบาลเอกชน; AOT สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ซึ่งแพทย์อาจแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือระดับใด เช่น
  • กลุ่ม normal passenger ให้ถือเกณฑ์ fitness to fly ตาม IATAcriteria section 6
  • กลุ่ม stable, low risk (Fit to fly with special need) เช่น ต้องการ recline seat (first class, business class), WCHR (Wheelchair Ramp) คือนั่ง wheelchair จาก gate ถึง air terminal , WCHS (Wheelchair Steps) คือ นั่ง wheelchair จนถึงประตูเครื่อง เพราะต้องให้คนช่วยเวลาเดินหรือขึ้นบันได, WCHW (Wheelchair Carry) คือนั่ง wheelchair ถึงที่นั่ง เพราะขยับตัวเองไม่ได้
  • กลุ่ม stable, moderate-high risk (Fit to fly with advance care) คือกลุ่มที่ต้องการ low flow O2, respiratory monitoring, suction, stretcher seat, medical team กลุ่มนี้อาจเดินทางด้วย commercial flight +/- Air ambulance
  • กลุ่ม stable, high risk for short flight operation (Fit to fly with critical care) คือกลุ่มที่ต้องการ high flow O2, ventilator, monitoring, suction, stretcher seat, medical team เดินทางด้วย Air ambulance
  • กลุ่ม unstable unfit (Not fit to fly)

Ambulance ground support (Link ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน)

ในการปฏิบัติการเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉินนักบินและทีมแพทย์ต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยทางภาคพื้นในการจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการรับส่งผู้ป่วย ได้แก่
  • พื้นที่ขั้นต่ำ 60x60 ฟุต ในเวลากลางวันและ 100x100 ฟุตในเวลากลางคืน พื้นที่ต้องราบเรียบ รับน้ำหนักได้ 5 ตัน ไม่มีของที่จะหลุดลอยได้ ไม่มีรั้วหรือพุ่มไม้และควรแสดงขอบเขตให้เห็นชัดเจน ในเวลากลางคืนอาจให้รถฉุกเฉินอย่างน้อย 2 คันส่องไปยังพื้นดินที่เครื่องจะทำการลง
  • เจ้าหน้าที่ภาคพื้น สวมเสื้อผ้ารัดกุมมองเห็นได้ง่าย ใส่แว่นตานิรภัย หมวกนิรภัย ไฟฉาย +/- อุปกรณ์ป้องกันเสียง จะไปให้สัญญาณมือแก่เฮลิคอปเตอร์
www.aviationspectator.com

hand signal: www.aboutflight.com

  • การเข้าหาเครื่องให้รอสัญญาณจากนักบินก่อน และเข้าจากทางด้านหน้าหรือในทิศที่นักบินมองเห็นได้ตลอดเวลา
outdoorleaderonline.org

www.skycare1.com

  • รถพยาบาลต้องขับหันหน้าเข้า และจอดด้านหน้าหรือขนานกับเฮลิคอปเตอร์ ไม่ล้ำระยะของปลายใบพัดประธาน